กลุ่มงานศึกษาและพัฒนาอาชีพเพาะเลี้ยงกบ


เพื่อนำผลที่ได้จากงานศึกษาวิจัย มาพัฒนาวิธีการเพราะเลี้ยงกบให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นเขตต้นน้ำลำธารของภาคเหนือและในพื้นที่ใกล้เคียง นำไปขยายผลสู่เกษตรกรเพื่อให้เป็นอาชีพเสริมรายได้ ร่วมกับการทำการเกษตรกรรมในลักษณะของเกษตรกรรมแบบผสมผสานและเกษตรกรรมในรูปแบบของทฤษฎีใหม่


ชนิดกบที่นำมาเพาะเลี้ยง

        
   มี 2 ชนิด ได้แก่ กบนา ซึ่งเป็นกบพื้นเมืองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hoplobatrachus rugulosus แ่ละกบบูลฟร๊อก เป็นกบที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rana catesbeiana
           1. กบนาหรือกบพื้นเมือง

               

               ลักษณะทั่วไปของกบนาพบอาศัยอยู่ทั่วไปในธรรมชาติทุกภาคในประเทศไทยโดยมีลักษณะผิวด้านหลังมีสีน้ำตาลจุดดำ ผิวหนังขรุขระมีรอยย่นที่ริมฝีปากมีแถบดำใต้คางมีจุดดำ หรือแถบลายดำ เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนัก 200 - 400 กรัม
               ลักษณะกบนาตัวผู้ มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย มีน้ำหนัก 200 - 300 กรัมเมื่อโตเต็มที่และพร้อมผสมพันธุ์จะมองเห็นกล่องสีดำที่ใต้ลำคอ ซึ่งเกิดจากการที่ส่งเสียงร้องเรียกต้วเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์ลำตัวของตัวผู้ในช่วงนี้จะมีสีเหลืองนิ้วเท้าด้านหน้าจะมีตุ่มที่ขยายใหญ่ขึ้นมองเห็นได้ชัด ซึี่งในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์ตุ่มน้ำจะหายไป ตุ่มมีประโยชน์ในการใช้เกาะตัวเมีย
               ลักษณะกบนาตัวเมีย มีขนาดโตกว่าตัวผู้ มีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 300 - 400 กรัม ตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์ท้องจะมีลักษณะอูมเคลื่อนไหวช้าและข้างลำตัวจะมีตุ่มเมื่อคลำดูมีลักษณะสากมือ ตุ่มที่ด้านข้างลำตัวแสดงถึงความพร้อมของการผสมพันธุ์ของตัวเมีย

           2. กบบูลฟร็อกหรือกบกระทิง

               

               
ลักษณะทั่วไปของกบบูลฟร๊อก มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริการเหนือ ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อประมาณ 15 ปี ที่ผ่านมา ลักษณะลำตัวด้านหลังมีสีเขียวปนน้ำตาล และมีจุดประทั่วตัว ที่ขามีลายคาด ผิวมีลักษณะเรียบลื่นกว่ากบนา
               ลักษณะกบบูลฟร๊อกตัวผู้ มีวงหูขนาดใหญ่กว่าตา ตัวผู้ที่โตเต็มที่มีขนาดตั้งแต่ 250 - 350 กรัม บริเวณใต้คางจะมีสีเหลืองอมเขียวและมีลักษณะพองอูมเมื่อส่งเสียงร้องเรียกตัวเมียนิ้วเท้าขาหน้าด้านในมีขนาดใหญ่และมีตุ่มตัวผู้ที่มีความพร้อม
ในการผมสมพันธุ์มีอายุตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป

               ลักษณะกบบูลฟร๊อกตัวเมีย
จะมีวงหูขนาดเล็กกว่าตา เมื่อโตเต็มที่มีขนาดตั้งแต่ 300 - 450 กรัม บริเวณใต้คางจะมีสีขาว
ลักษณะท้องพองอูม ตัวเมียที่มีความพร้อมในการผสมพันธุ์มีอายุตั้งแต่ 16 - 18 เดือนขึ้นไป

               ลักษณะบ่อเลี้ยง

               บ่อเลี้ยงกบนาสามารถทำได้หลายแบบได้แก่ บ่อซีเมนต์ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 2.0x2.5x1.2 ม
ถึง 3.0x4.0x1.2 ม พื้นที่บ่อมีลักษณะขัดเรียบมีทางระบายน้ำออกและควรมีหลังคาคลุมด้วยชาแรน เพื่อป้องกันแดดที่ร้อน จัดเกินไป และควรมีพลาสติกใสใช้ป้องกันฝน ทีี่ตกในปริมาณที่มากเกินไป ในช่วงที่ลูกอ๊อดยังมีขนาดเล็ก หรือใช้คลุมบ่อพ่อแม่พันธุ์ในช่วงฤดูหนาว
ในขณะที่พ่อแม่พันธุ์ฟักตัว นอกจากนิยมเลี้ยงในบ่อซีเมนต์แล้วยังสามารถเลี้ยงในบ่อดินแบบชั่วคราวหรือเลี้ยงในกระชัง หรือถังซีเมนต์กลมที่มี
เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เมตร สูง 1 เมตร กบบูลฟร๊อก สามารถเลี้ยงได้ดีในบ่อเลี้ยงเช่นเดียวกับการเลี้ยงกบนา

               ฤดูขยายพันธุ์

               กบนา สามารถขยายพันธุ์ได้ตั้งแต่ ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนกันยายน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการและความพร้อมของพ่อแม่พันธุ์
              
               กบบูลฟร๊อก
ขยายพันธุ์ได้ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธุ์ไปจนถึงเดือนกันกันยาเช่นเดียวกัน การผสมพันธุ์สามารถทำได้ทั้งโดยวิธีธรรมชาติและการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ฉีดกระตุ้น

              การผสมโดยวิธีธรรมชาติ พ่อแม่พันธุ์ควรมีอายุครบ 1 ปีให้สังเกตุความพร้อมจากลักษณะที่กล่าวไว้ในข้างต้นการเตรียมบ่อขยายพันธุ์
สามารถใช้บ่อเลี้ยงทำการขยายพันธุ์โดยการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ในอัตรา 1 คู่ ต่อ 1 ตารางเมตร พ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์จะจับคู่และวางไข่ในอัตราวางไข่
1,500 - 3,000 ฟอง ต่อครั้งระยะการฟักไข่เป็นลูกอ๊อดใช้เวลา 24 - 36 ชั่วโมง ลูกอ๊อดพัฒนาไปเป็นลูกกบใช้เวลา 28 - 45 วัน

              การผสมโดยการฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ ทำได้โดยการเตรียมบ่อและพ่อแม่พันธุ์โดยวิธีเดียวกัน จากนั้นนำพ่อแม่พันธุ์มาฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์

              อัตราการเลี้ยงและอนุบาล

              ลูกอ๊อด เลี้ยงในอัตรา 100 -500 ตัว ต่อตารางเมตรลูกกบเล็ก 100 - 300 ตัวต่อตารางเมตร กบรุ่น - กบเนื้อ 80 - 100 ตัวต่อตารางเมตร พ่อแม่พันธุ์ 50 - 80 ตัวต่อตารางเมตร

              อาหารที่ใช้เลี้ยง

              แบ่งออกเป็น อาหารสำเร็จรูปและอาหารจากธรรมชาติ อาหารสำเร็จรูป ได้แก่ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาดุก เริ่มต้นจากอาหารผงที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุกวัยอ่อน อาหารเม็ดเล็กชนิดพิเศษ อาหารเลี้ยงปลาดุกรุ่นใหญ่ ส่วนอาหารจากธรรมชาติสามารถใช้เลี้ยง
เป็นอาหารเสริมโปรตีนและลดต้นทุนในการซื้ออาหารจากธรรมชาติเหล่านี้ ประกอบด้วย ปลวก ไส้เดือน ปลาสดบดและแมลง เป็นต้น

              โรคและศัตรู

               โรคที่พบทั่วไป และระบาดกับกบทั้งสองชนิดเกิดจากแบคทีเรียที่มากับน้ำ ได้แก่ โรคขาแดงหรือบวมน้ำ แผลที่ติดจากเชื้อราและโรคหางขาวในลูกอ๊อดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการเลี้ยง เช่น ในช่วงมีฝนตกหนักมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลัน น้ำที่ใช้เลี้ยงสกปรก เลี้ยงในปริมาณที่หนาแน่นเกินไปหรืออาหารที่ใช้เลี้ยงไม่เหมาะสมทำให้กบเกิดอาการเครียด

             การป้องกันรักษา

             ทำความสะอาดบ่อ ฆ่าเชื้อโรคและพักบ่อโดยการตากแดดเป็นครั้งคราว ใช้ปูนขาว ฟอร์มาลีน 10 % หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาดพื้นบ่อ และใช้ด่างทับทิมผสมในน้ำที่ใช้เลี้ยงเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่มากับน้ำในบ่อเลี้ยงลูกอ๊อดและกบระยะต่าง ๆ
ปรับสภาพน้ำโดยการใช้คลอรีนผงชนิดเจือจางในน้ำที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ หรือใช้ยาปฎิชีวนะ ฟร๊อก 100 หรือฟร๊อก 200 ยาซัลฟา รักษาโรคติดเชื้อเป็นครั้งคราว เป็นต้น