ยินดีต้อนรับสู่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0-5338-9228 , 0-5338-9229 ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นอุตสาหกรรม
 

 
รับฟังรายการ "ใต้ร่มพระบารมีที่ห้วยฮ่องไคร้" โดย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพียงหมุนคลื่นวิทยุไปที่ สวท.เชียงใหม่ FM 93.25 MHz ทุกวัน เสาร์ เวลา 15.10-16.00 น. สวท.เชียงใหม่ AM 639 MHz ทุกวัน ศุกร์ เวลา 06.10-07.00 น. เสียงจากแม่โจ้ FM 95.5 MHz ทุกวัน พฤหัสบดี เวลา 15.10-16.00 น. และ มก.เชียงใหม่ AM 612 MHz ทุกวัน พุธ - พฤหัสบดี เวลา 06.30-06.55 น.
         
      17. นายสุนทร ดาวแก้ว เครือข่ายเกษตรกรด้านเกษตรผสมผสาน
           
           
“ จัดสรรพื้นที่ดินอย่างคุ้มค่า พัฒนาบนวิถีความพอเพียง ”

 

ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล :นายสุนทร ดาวแก้ว
ที่อยู่  :บ้านเลขที่ 249 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 081-1797164
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 1 ธันวาคม 2493   
ความชำนาญพิเศษ : การทำเกษตรผสมผสาน ได้แก่ การทำนา ปลูกไม้ผล ปลูกพืชผัก เลี้ยงและขยายพันธุ์สุกร เลี้ยงไก่พื้นเมือง เลี้ยงห่าน ทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)  : การทำเกษตรผสมผสาน โดยใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และโดดเด่นในเรื่องการเลี้ยงและขยายพันธุ์สุกร การเลี้ยงไก่พื้นเมือง
ประสบการณ์ : การทำเกษตรผสมผสาน ได้แก่ การทำนา ปลูกไม้ผล ปลูกพืชผัก เลี้ยงและขยายพันธุ์สุกร เลี้ยงไก่พื้นเมือง เลี้ยงห่าน ทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) :
เกษตรกรเล่าว่า เดิมตนเองและครอบครัวประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก หลังการทำนาจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น กระเทียม หอมแดง ซึ่งในแต่ละปีราคาของพืชที่ปลูกไม่แน่นอนขึ้นลงตามสภาวะของตลาด    อีกทั้งต้นทุนในการผลิตสูงต้องซื้อปุ๋ยเคมีจำนวนมากมาบำรุง และยากำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ซึ่งยิ่งใช้นานวันเข้า ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของตนเองเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบพื้นที่ ดินในพื้นที่เริ่มเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด จากปัญหาด้านกิจกรรมที่ไม่หลากหลาย รายได้ที่ครอบครัวได้รับไม่ต่อเนื่องขาดทุนจากการดำเนินการ จึงตั้งใจหากิจกรรมเกษตรอื่นๆเข้ามาช่วยปรับปรุงอาชีพ โดยได้เข้ามาเรียนรู้และฝึกอบรมกับศูนย์ศึกษาฯในกิจกรรมที่จะนำไปปฏิบัติได้ในพื้นที่ของตน ใฝ่เรียนรู้ไปศึกษาตามแหล่งวิชาการต่างๆ สมัครเข้าเป็นหมอดินอาสาเพื่อนำความรู้มาพัฒนาพื้นที่
ปัจจุบันเกษตรกรยังยึดอาชีพการทำนาเหมือนในอดีต แต่ได้เพิ่มกิจกรรมต่างๆ โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินการอย่างมีแบบแผนและลงตัว สามารถใช้ประโยชน์เกื้อกูลจากกิจกรรมหนึ่งสู่อีกกิจกรรม เช่น ใช้มูลสุกรบำรุงพืชผัก ไม้ผล นาข้าว ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพใช้เอง เป็นต้น ในด้านปศุสัตว์เกษตรกรได้แบ่งพื้นที่โรงเรือนเลี้ยงไก่พื้นเมืองเป็นสัดส่วน เพื่อความสะดวกในการคัดแยกขนาด การอนุบาล และโดดเด่นในเรื่องของการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สุกร ทุกกระบวนการตั้งแต่การเลี้ยงดู การบำรุงแม่สุกร การทำคลอด จนกระทั่งการอนุบาลสุกร เกษตรกรมีความชำนาญในเรื่องนี้เป็นพิเศษ สำหรับต้นทุนค่าอาหารที่ใช้เลี้ยง เกษตรกรได้พยายามคิดค้นสูตรอาหารธรรมชาติ โดยหาจากวัสดุในท้องถิ่น เช่น ใบกระถิน หยวกกล้วย บอน และใบผักกระเฉด มาเป็นส่งผสมร่วมกับปลายข้าว รำข้าว และอาหารสำเร็จรูป แม้จะใช้เวลาช้ากว่าสุกรที่เลี้ยงโดยใช้อาหารสำเร็จรูปอย่างเดียว แต่สุกรสามารถเจริญเติบโตได้ดี แข็งแรง และที่สำคัญลดต้นทุนค่าอาหารลงได้มาก นอกจากนี้เกษตรกรเล่าว่าตนเองและภรรยาจะยึดหลักต้องหาแหล่งอาหารให้กับครอบครัวจึงปลูกพืชผักทุกอย่างที่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน มีแหล่งอาหาร มีปลา ไก่ ไข่ ผัก ไว้รับประทานอย่างต่อเนื่อง
เกษตรกรมีความสุขกับชีวิตสองสามีภรรยา ซึ่งตนได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้อยู่เสมอ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ใช้ความขยัน อดทน และมีน้ำใจในการดำเนินชีวิต แม้วันนี้สุขภาพของภรรยาไม่ค่อยแข็งแรงหลังจากประสบอุบัติขาหัก ไม่สามารถทำงานหนักได้ แต่สองชีวิตก็เดินต่อไปด้วยกันอย่างไม่ย่อท้อ มีความสุขบนความพอเพียง มีกิน มีใช้ มีเงินเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็นในวันข้างหน้า เป็นแหล่งศึกษาดูงาน เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรผสมผสาน โดยแต่ละกิจกรรมได้ผสมผสานแนวความคิด ภูมิปัญหาชาวบ้าน สิ่งที่ท้องถิ่นมีแต่หลายคนมองข้ามไม่นำมาใช้ประโยชน์ แต่ที่มีทุกสิ่งทุกอย่างจะมีคุณค่า สามารถสร้างประโยชน์ในตัวของมันเอง สถานที่แห่งนี้ยังคงเปิดต้อนรับผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ หลายร้อยชีวิตได้เข้ามาเยี่ยมชม หลายชีวิตของเยาวชนได้เข้ามาฝากตัวเป็นลูกหลานมาพักแรมอาศัยอยู่ร่วมกัน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ ได้ปฏิบัติอย่างใกล้ชิด กำลังเพียงน้อยแต่สามารถสร้างสิ่งที่ดีมีคุณค่าได้อย่างมหาศาลก่อเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ และถือว่าเป็นแรงขับเคลื่อนแนวพระราชดำริที่สำคัญ เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงได้เป็นอย่างดี
รายได้ภาคการเกษตร               221,230  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร               80,400  บาท/ปี   
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 249 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ   ด้านเกษตรผสมผสานในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : แหล่งเรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน ได้แก่ การทำนา ปลูกไม้ผล ปลูกพืชผัก เลี้ยงและขยายพันธุ์สุกร เลี้ยงไก่พื้นเมือง เลี้ยงห่าน ทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

ขยันหมั่นเพียร เรียนรู้อยู่เสมอ  พบเจอปัญหาปรึกษาผู้รู้
           
      18.นายอุ่นเรือน เกิดสุข เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านการเกษตรผสมผสาน
           
           

     “ สี่มือสองแรง เปลี่ยนแปลงไร่เมี่ยง เป็นเศรษฐกิจพอเพียง ตามปรัชญาของพ่อ“


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายอุ่นเรือน เกิดสุข
ที่อยู่ :  บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 1 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ :  087-1923285
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 15 สิงหาคม 2502  
ความชำนาญพิเศษ : การทำเกษตรผสมผสาน ได้แก่ การเพาะเห็ดหอม การปลูกไม้ผล การทำกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลายในพื้นที่
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การเพาะเห็ดหอมคุณภาพดี ร่วมกับการทำวิจัยในพื้นที่ สามารถวางแผนให้มีปริมาณผลผลิตเห็ดหอมตลอดปี อีกทั้งการปลูกพืชต่างๆในพื้นที่ได้วางแผนคัดเลือกอย่างลงตัว
ประสบการณ์ : การทำเกษตรผสมผสาน ได้แก่ การเพาะเห็ดหอม การปลูกไม้ผล การปลูกพืชผัก กาแฟ เมี่ยง การเลี้ยงปลา
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เกษตรกรเล่าว่า ก่อนจะดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสาน ตนเองประกอบอาชีพทำไร่เมี่ยง ร่วมกับทำสวนกาแฟ ซึ่งเป็นอาชีพที่ยึดถือปฏิบัติมาตามบรรพบุรุษ รายได้จากการประกอบอาชีพจะได้เฉพาะช่วงเวลาที่พืชให้ผลผลิตเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือในรอบปี ตนเองต้องไปประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปตามที่ได้รับการว่าจ้าง ซึ่งรายได้ที่ได้รับยังไม่มีความแน่นอน จนเมื่อมีโอกาสได้รับการแนะนำให้ไปศึกษาดูงานที่ศูนย์ศึกษาฯ จาก  ดร.พิศิษฐ์ วรอุไร จึงได้เข้ามาเรียนรู้อย่างเต็มที่ ได้เลือกเอากิจกรรมที่เหมาะสมกับตนเอง ครอบครัวและสภาพพื้นที่ สร้างเป็นกิจกรรมเกษตรผสมผสาน แต่ยังติดปัญหาเรื่องน้ำสำหรับใช้ในการเกษตร จึงขอรับการสนับสนุนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เข้ามาสนับสนุนฝายให้กับหมู่บ้าน ทำให้ราษฎรในหมู่บ้าน   มีน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภค บริโภคและน้ำใช้สำหรับที่จะทำการเกษตรต่างๆ ตนจึงได้เริ่มขับเคลื่อนกิจกรรมเกษตรผสมผสานที่เลือกไว้อย่างเต็มที่

ปัจจุบันเมื่อมีทรัพยากร ต้นทุนพื้นที่ น้ำ ภูมิอากาศ พร้อม ผสมผสานความมุ่งมั่นตั้งใจ จึงค่อยๆเปลี่ยนแปลงไร่เมี่ยง พื้นที่ดินของตนให้มีกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลาย ไม้ผลที่ปลูกจะมุ่งเน้นพันธุ์พืชที่สามารถเจริญเติบโตในสภาพพื้นที่ได้ดี จำหน่ายสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ โดยเลือกที่จะปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่    ขาวทองดี ท่าข่อย ปลูกเงาะโรงเรียน มะไฟ ทุเรียน กระท้อน มะขามป้อม ผลไม้พื้นบ้านให้ราคาดีไม่ต้องดูแลมาก ปลูกพืชผักสวนครัว ผักพื้นบ้านในท้องถิ่น เช่น ลิงลาว ผักกูด เป็นต้น ผลผลิตเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและราคาดี เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ไว้เป็นแหล่งอาหาร และกิจกรรมที่สำคัญ รวมถึงข้อได้เปรียบของพื้นที่ บนพื้นที่สูง สภาพอากาศค่อนข้างเย็นตลอดปี เกษตรกรจึงเลือกที่จะเพาะเห็ดในถุงพลาสติก โดยเฉพาะเห็ดหอมที่ชอบอากาศเย็น เกษตรกรสามารถเพาะมีผลผลิตจำหน่ายได้ตลอดปี เมื่อเปรียบเทียบกับเกษตรกรพื้นราบ ที่สามารถเพาะได้ในเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น นอกจากเห็ดหอมแล้วเกษตรกรได้นำเห็ดชนิดต่างๆเข้ามาผสมผสาน เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า และเห็ดหลินจือ

 

           
      19. นางดาวเรือง เจริญทรัพย์ เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านเกษตรผสมผสาน
           
           
      “ เพิ่มเติมเสริมรายได้ จากหลายหลายกิจกรรม บนพื้นฐานความพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นางดาวเรือง เจริญทรัพย์
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 85/1 หมู่ที่ 6 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 084-5042505
วัน/เดือน/ปี เกิด : 23 พฤศจิกายน  พ.ศ.2502  
ความชำนาญพิเศษ : การทำเกษตรแบบผสมผสาน การเพาะเลี้ยงกบและขยายพันธุ์กบ การปลูกพืชผัก และการปลูกผักหวานป่า
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) :  การทำเกษตรผสมผสาน การเพาะเลี้ยงกบและขยายพันธุ์กบ การปลูกพืชผัก และการปลูกผักหวานป่า
ประสบการณ์ : การเพาะเลี้ยงกบและขยายพันธุ์กบ การปลูกพืชผัก การปลูกผักหวานป่า การเลี้ยงปลานิล   การเลี้ยงปลาดุก การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) 
เกษตรกรเล่าว่า เดิมก่อนที่จะมาเลือกทำเกษตรผสมผสานนั้น ตนเองประกอบอาชีพค้าขายเป็นหลัก โดยปลูกมะขามหวานและจำหน่ายมะขามหวานเป็นรายได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะให้ผลผลิตปีละครั้ง อาชีพค้าขายจึงไม่ต่อเนื่อง การทำเกษตรเชิงเดี่ยวถือได้ว่าเป็นจุดเสี่ยงของครอบครัว เพราะบางปีมะขามหวานให้ผลผลิตสูงราคาดี ตนเองได้รับค่าตอบแทนที่สูง บางปีมะขามหวานให้ผลผลิต หรือประสบปัญหาฝักมะขาม  ติดเชื้อรา รายได้ลดลงหรือขาดทุน รายจ่ายของครอบครัวสูงขึ้น รายได้ไม่เพียงพอ เกิดภาวะหนี้สินที่ยืมมาจากแหล่งเงินทุน จากผลกระทบดังกล่าวข้างต้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาอาชีพมาเสริมหรือทดแทนการปลูกมะขามหวาน จากความชอบการทำเกษตรและอาชีพค้าขายเป็นทุนเดิม ตนเองจึงมีความตั้งใจอยากหากิจกรรมการเกษตรต่างๆมาสร้างรายได้ จึงยึดกิจกรรมเกษตรผสมผสานและมาหาความรู้ด้านวิชาการหรือรูปแบบการดำเนินงาน จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เป็นแนวทาง ซึ่งตนเองได้สมัครฝึกอบรมในหลากหลายหลักสูตร เพื่อเพิ่มพูนความรู้และฝึกทักษะประสบการณ์ก่อนนำมาปฏิบัติจริง
ปัจจุบันเมื่อเกษตรกรได้เพิ่มพูนองค์ความรู้ เลือกกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองถนัดมาประกอบอาชีพ ปัจจุบันพื้นที่ได้ถูกจัดสรรและดำเนินกิจกรรมต่างๆอย่างเต็มพื้นที่ ประกอบด้วยการปลูกพืชผัก ผักพื้นบ้าน หมุนเวียนชนิดตามความเหมาะสม ขุดบ่อเลี้ยงปลานิล ปลาดุกบิ๊กอุย สร้างบ่อสำหรับเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กบ ผลิตลูกกบจำหน่าย นำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แห้ง เช่น มะตูมแห้ง กระเจี๊ยบแดงแห้ง   เป็นต้น รวมทั้งลดต้นทุนการซื้อปุ๋ยเคมีสำหรับบำรุงพืชที่ปลูกโดยนำวัตถุดิบเหลือใช้ในพื้นที่มาผลิตน้ำหมักชีวภาพ มีการเพาะขยายพันธุ์ผักพื้นบ้านและสมุนไพรสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
ทุกวันนี้เกษตรกรมีความสุขกับการทำงานอยู่กับบ้าน ได้ทำงานร่วมกับสมาชิกในครัวเรือน สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ได้อย่างเต็มที่ มีรายได้หมุนเวียนจากการจำหน่ายผลผลิต เริ่มมีเงินเก็บออม ภาวะหนี้สินได้รับการชำระ มีแหล่งอาหารมีผัก ปลา กบ ไว้รับประทาน มีสวนไม้ผลที่เป็นพืชหลักและปลูกเสริมด้วยผักหวานป่าซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้ครอบครัวเป็นอย่างดี รวมทั้งตนเองและสามีนำผลผลิตที่ผลิตได้ในพื้นที่ไปจำหน่ายด้วยตนเอง ทำให้ทราบกลไก และความต้องการของท้องตลาด นำมาวางแผนการผลิตได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน ผู้สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิต การผลิตและจำหน่ายด้วยตนเอง การใช้ชีวิตแบบพอเพียง พึ่งพาตนเองและเป็นที่พึ่งของผู้อื่น มีน้ำใจให้กับชุมชนที่อยู่อาศัย
รายได้ภาคการเกษตร               60,000    บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             20,000    บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 85/1 หมู่ที่ 6 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านเกษตรผสมผสานในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสาน

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
    20. นายสว่าง อินไชย เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านเกษตรผสมผสาน
           
           

“ จากเกษตรเคมี ปรับเปลี่ยนวิถี ลดเคมีสู่.....เกษตรอินทรีย์ที่พอเพียง ”


 

ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายสว่าง อินไชย
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 081-1699810
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 16 พฤษภาคม 2494 
ความชำนาญพิเศษ : การทำเกษตรแบบผสมผสาน ได้แก่ การเลี้ยงเป็ดเทศ การเลี้ยงไก่พื้นเมือง การเพาะเลี้ยงกบและการขยายพันธุ์กบ การทำน้ำหมักชีวภาพ
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) :  การทำเกษตรผสมผสาน การเพาะเลี้ยงกบและการขยายพันธุ์กบ การเลี้ยงเป็ดเทศ การทำนาโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี
ประสบการณ์ : การทำเกษตรผสมผสาน การเพาะเลี้ยงกบและการขยายพันธุ์กบ การเลี้ยงเป็ดเทศ การทำนาโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี การปลูกพืชผัก การเลี้ยงไก่พื้นเมือง
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) 
เกษตรกรเล่าเดิมตนประกอบอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว ส่งภรรยาประกอบอาชีพค้าขายเปิดร้านขายของชำ ว่างจากการทำนาจึงไปช่วยภรรยาขายของ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันอาชีพค้าขายรายได้  ยังไม่แน่นอน อีกทั้งการทำนาต้นทุนการผลิตสูง การทำนาเพียงอย่างเดิมจึงไม่เพียงพอสำหรับเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัว อีกทั้งนิสัยส่วนตัวมีความชอบในด้านการเกษตร จึงเข้าไปเยี่ยมชมกิจกรรมของเพื่อนบ้านที่ผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ศึกษาฯ ที่นำมาปฏิบัติจริงในพื้นที่และประสบความสำเร็จ เพื่อนบ้านเกษตรกรได้แนะนำให้เข้ามาเรียนรู้และฝึกอบรมที่ศูนย์ศึกษาฯ ตนจึงเข้ามาเรียนรู้และเริ่มนำไปพัฒนาพื้นที่ โดยเลือกกิจกรรมเกษตรผสมผสาน

ปัจจุบันเกษตรกรได้แบ่งพื้นที่จากแปลงนา มาทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ดำเนินการ 3 งาน ปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรเคมีมาสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ โดยใช้น้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดในการปรับปรุงบำรุงดินโดยเฉพาะการทำนา ทำให้ต้นข้าวแตกกอใหญ่ ให้ผลผลิตสูง จัดสรรพื้นที่ ปลูกไม้ผลเป็นแนวหลัก          เลือกตำแหน่งที่แสงแดดส่องเต็มที่สำหรับสร้างบ่อเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กบ ขุดบ่อปลาสำหรับเลี้ยงปลานิล สร้างโรงเรือนและแบ่งพื้นที่สำหรับเลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่พื้นเมือง และเลี้ยงเป็ดเทศบริเวณใกล้เคียงกับหนองน้ำสาธารณะและนาข้าว ในกิจกรรมการเลี้ยงเป็ดนี้เป็นจุดเด่นของเกษตรกรในการเลี้ยงเป็ดในนาข้าวเพื่อให้นาข้าวเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์และใช้เป็ดเทศสำหรับกำจัดหอยเชอรี่ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของข้าวเห็นผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะมีช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการปล่อยเป็ดลงในนาข้าวซึ่งต้องรอให้ต้นข้าวอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม อายุประมาณ 1-2 เดือน อีกกิจกรรมหนึ่งซึ่งเกษตรกรมีความชำนาญเป็นพิเศษคือการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กบนาครบวงจร  ในแต่ละปีเกษตรกรสามารถผลิตลูกกบสู่ท้องตลาดได้เป็นจำนวนมาก เกษตรกรได้วางแผนการผลิต สร้างความหลากหลายของรูปแบบบ่อเลี้ยง เช่น บ่อกบที่สร้างแบบเลียนแบบธรรมชาติ เป็นต้น รวมทั้งการผลิตกบเนื้อ และกบพ่อแม่พันธุ์จำหน่าย

เกษตรกรมีความสุขกับการทำงาน ได้ทำในสิ่งที่ตนรักและสร้างความสุขให้ครอบครัวและคนรอบข้าง จากการได้รับคำแนะนำจากเพื่อนบ้านและได้ไปศึกษาจากศูนย์ศึกษาฯ จนสามารถพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ มีกิจกรรมการเกษตรซึ่งเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ใช้ธรรมชาติดูแลธรรมชาติ จนเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้สนใจ สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้การบริหารจัดสรรพื้นที่ในการทำเกษตรผสมผสาน โดยเฉพาะการทำนาอินทรีย์ ทุกวันนี้เกษตรกรมีรายได้จากการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีเงินเก็บออม
รายได้ภาคการเกษตร               142,325  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             70,800    บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านเกษตรผสมผสานในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสาน

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      21.นายเป็ง เมืองงาม เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านเกษตรผสมผสาน
           
           

“ แม้วัยจะล่วงเลย แต่ไม่เคยคิดย่อท้อ เดินตามรอยเท้าพ่อ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายเป็ง เมืองงาม
ที่อยู่ :  บ้านเลขที่ 80 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 083-7049767
วัน/เดือน/ปี เกิด : 1 มกราคม 2483  
ความชำนาญพิเศษ : การทำเกษตรผสมผสาน
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การทำเกษตรผสมผสานตามความเหมาะสมของอายุ และแรงงาน
ประสบการณ์ : การทำเกษตรผสมผสาน ได้แก่ การปลูกไม้ผล พืชผัก การเลี้ยงไก่พื้นเมือง การเลี้ยงกบนา
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
          เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน ได้พบในสั่งที่ตั้งใจ ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ปรารถนา บนปั้นปลายชีวิต มีความสุขกับสิ่งที่รัก อยู่กับลูกหลาน ผืนแผ่นดินบ้านเกิดและอาชีพที่ตนรัก ใช้ประโยชน์จากผืนดินอย่างคุ้มค่า ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามกำลังความสามารถที่ทำได้แบบค่อยเป็นค่อยไป
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 80 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
              รายได้ภาคการเกษตร      24,900     บาท/ปี
              รายจ่ายภาคการเกษตร      3,000      บาท/ปี
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านเกษตรผสมผสานในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสาน

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      22. นางวีรา จินะใจ เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
           
           

" เส้นทางเห็ดเศรษฐกิจ เส้นทางชีวิตบนความพอเพียง "
" เมื่อสปอร์เล็กๆ เริ่มต้น สู่ชุมชนตำบลแม่โป่ง "


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นางวีรา จินะใจ
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 081-6722358
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2503  
ความชำนาญพิเศษ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร ได้แก่ การเพาะเห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว เห็ดหูหนู เห็ดหัวลิง และเห็ดหลินจือ การผลิตก้อนเห็ดสำหรับเปิดดอก และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ด ได้แก่ แหนมเห็ด เห็ดสวรรค์ สมุนไพรเห็ดหลินจือ เห็ดสามเซียน และชาสมุนไพรเห็ดหลินจือ
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจชนิดต่างๆอย่างครบวงจร การรวมกลุ่มการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ด จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน
ประสบการณ์ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร ได้แก่ การเพาะเห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว เห็ดหูหนู เห็ดหัวลิง และเห็ดหลินจือ การผลิตก้อนเห็ดสำหรับเปิดดอก และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ด ได้แก่ แหนมเห็ด เห็ดสวรรค์ สมุนไพรเห็ดหลินจือ เห็ดสามเซียน และชาสมุนไพรเห็ดหลินจือ
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : รางวัลชมเชยการประกวดเกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมา        จากพระราชดำริ (สำนักงานกปร. ) ปี 2555
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เกษตรกรเล่าว่า เดิมก่อนที่จะมาเลือกอาชีพทำเห็ด ตนเองประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนาปีละครั้งหลังจากนั้นจะปลูกกระเทียม หอมแดง ถั่วลิสง เป็นพืชหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ในแต่ละปีราคาผลผลิตไม่แน่นอน บางปีราคาผลผลิตตกต่ำ ลงทุนไม่คุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ได้ลงทุนไป ค่าปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชมีราคาสูงมาก รายได้และรายจ่ายของครอบครัวไม่สมดุล จึงมีแนวคิดอยากหาอาชีพใหม่มาทดแทน โดยเป็นอาชีพที่มีรายได้ต่อเนื่อง ทำงานอยู่ร่วมกับสมาชิกในครัวเรือนและสามารถไปช่วยเหลืองานสังคมได้   จึงสนใจกิจกรรมการเพาะเห็ดโดยสมัครเข้ารับการฝึกอบรมจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ
หลังจากที่เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เป็นวัสดุและโรงเห็ดแล้ว ได้เริ่มต้นฝึกฝนทักษะอย่างจริงจัง ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆเรียนรู้ โดยเริ่มจากการเพาะเห็ดนางฟ้าซึ่งได้รับคำปรึกษาที่ดีจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาฯมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถดำเนินกิจกรรมเพาะเห็ดได้ดี    ได้เพิ่มโรงเพาะเห็ดและชนิดเห็ดให้หลากหลาย โดยเฉพาะเน้นการผลิตเห็ดหลินจือ ซึ่งเป็นเห็ดสมุนไพรที่ราคาดีให้ผลตอบแทนสูง สามารถเก็บไว้ได้นาน มีเห็ดนางรม เห็ดลมป่า เห็ดหัวลิง เห็ดหูหนู สลับหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยงของตลาด เพราะเห็ดแต่ละชนิดที่กล่าวมามีฤดูกาลที่เหมาะสมสำหรับเพาะ การดูแลเอาใจใส่ การเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกันไป ผลตอบแทนที่ได้รับก็ไม่เท่ากัน รายได้ที่ได้ช่วยเสริมซึ่งกันและกัน เป็นเงินออมที่มีมูลค่าสูงขึ้น นอกจากเพราะเห็ดต่างๆแล้ว เกษตรกรยังรวมกลุ่มกันก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนสำหรับแปรรูปเห็ดหลินจือ เห็ดหัวลิง เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า จำหน่ายในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะรูปแบบเห็ดแห้ง หรือในรูปแบบชาชงสมุนไพร ซึ่งได้รับการรับรองให้เครื่องหมายอย. หลายชนิด เป็นที่ต้องการของท้องตลาด รวมทั้งการผลิตก้อนเห็ดจำหน่ายเป็นแนวทางเลือกในการสร้างอาชีพได้เป็นอย่างดี
จากความตั้งใจในการเรียนรู้ มีความมุ่งมั่น ขยันอดทนที่จะทำในสิ่งที่ตนเองเลือกไว้ให้ประสบความสำเร็จ ผลผลิตเห็ดหลากหลายชนิดได้ทยอยออกสู่ท้องตลาด โดยผ่านกระบวนการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ผ่านการวางแผนระบบการผลิตให้สอดคล้องกับความเหมาะสมของฤดูกาล เทศกาล ราคารับซื้อของท้องตลาด ควบคู่กับกิจกรรมการรวมกลุ่มแปรรูปเห็ด รวมทั้งมีเวลาช่วยเหลือสังคม งานสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ทุกวันนี้ได้เป็นสถานที่สำหรับศึกษาดูงาน เป็นแหล่งเรียนรู้การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร สำหรับผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาใช้บริการ หรือเป็นแหล่งพักแรมสำหรับเยาวชนที่ต้องการเรียนรู้อย่างใกล้ชิด                       ซึ่งเกษตรกรมีความยินดีและเต็มใจในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเผยแพร่แนวพระราชดำริเป็นอย่างยิ่ง
รายได้ภาคการเกษตร     943,000  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร   470,000  บาท/ปี
ที่ตั้ง  บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ :
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ด

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

ขยันดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
           
      23.นายพงษ์เทพ จินะใจ เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
           
           

“ แรกเริ่มจากเรียนรู้ พัฒนาสู่ความชำนาญ ผสมผสานเป็นตำนานดอกเห็ด ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายพงษ์เทพ จินะใจ
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 081-0327664
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 20 มีนาคม 2516 
ความชำนาญพิเศษ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดลมป่า)
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : เป็นแหล่งเรียนรู้การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดลมป่า)
ประสบการณ์ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดลมป่า) และการทำเกษตรผสมผสาน
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ จากเดิมประกอบอาชีพรับจ้างรายได้ที่ได้รับแต่ละเดือนคงที่  รายจ่ายประจำวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต้องหาแนวทางในการสร้างรายได้ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตเรียนรู้และฝึกปฏิบัติด้วย “ความขยัน ใฝ่รู้ใฝ่เรียน” จนสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับครอบครัวดำรงชีวิตด้วย “ความเรียบง่าย พอประมาณ” ทำตามกำลังของครอบครัว คิดใคร่ครวญด้วย  “ความรอบคอบ” ก่อนดำเนินกิจกรรม นำประสบการณ์มาพัฒนากิจกรรม ทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพชีวิตครอบครัวมีความสุข ที่ได้ “อยู่อย่างพอเพียง”
                   รายได้ภาคการเกษตร               300,000         บาท/ปี
                   รายจ่ายภาคการเกษตร             250,000         บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดลมป่า)

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

เรียนรู้อยู่เสมอ เตรียมพร้อมรับกับปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
           
      24.นางราตรี สุนันทศิลป์ เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
           
           

“ ณ ดินแดนแห่งนี้ จะมีดอกเห็ดบานตลอดปีและตลอดไป ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นางราตรี สุนันทศิลป์
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ :  089-6369849
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 
ความชำนาญพิเศษ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว)
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : เป็นแหล่งเรียนรู้การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว)
ประสบการณ์ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว)
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ :
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
          เกษตรกรเล่าว่าก่อนที่จะมายึดอาชีพเพาะเห็ดนั้น ตนเองได้ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ตามผู้ว่าจ้างโดยไม่เกี่ยงลักษณะของงาน ยึดในหลักความขยันและอดทน ตัวอย่างงานที่ได้ไปรับจ้าง เช่น รับจ้างรับเหมาปลูกข้าว เกี่ยวข้าว ทำสวน และขายก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น ซึ่งรายได้ที่ได้รับนั้นไม่แน่นอน หากหมดฤดูทำนาไป งานที่จ้างก็เริ่มลดลง รายรับมีไม่มากอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับรายจ่ายของครอบครัวที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าจ้างที่ได้รับมาจึงใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำวันไปไม่มีเงินเก็บออม จึงได้วางแผนหากในอนาคตยังเป็นอยู่เช่นนี้ อนาคตการศึกษาของบุตรและชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวต้องมีอุปสรรคปัญหาเกิดขึ้นเป็นแน่ จึงได้ตั้งใจเข้าไปเรียนรู้และฝึกอบรมหลักสูตรการเพาะเห็ดเศรษฐกิจจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ โดยคำแนะนำของญาติ หลังจากฝึกอบรมเสร็จได้ไปฝึกทักษะประสบการณ์รับจ้างใส่ถุงเห็ดให้เกิดความชำนาญร่วมกับเริ่มดำเนินกิจกรรมเพาะเห็ดด้วยตนเองอย่างจริงจัง โดยได้นำองค์ความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับมาดำเนินการพร้อมกับปัจจัยการผลิตที่ได้รับการสนับสนุน ช่วยประหยัดทุนดำเนินการในระยะเริ่มต้น
เมื่อเลือกกิจกรรมการเพาะเห็ดเป็นอาชีพใหม่ของครอบครัวแล้ว ได้ลงมืออย่างจริงจัง ขยายกิจการแบบค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังความสามารถ ชนิดเห็ดที่เพาะเริ่มจากเห็ดนางฟ้าจนปัจจุบันสามารถเพาะเห็ดจำหน่ายได้มากกว่า 5 ชนิด ตามความเหมาะสมของฤดูกาลและราคาของท้องตลาด รวมทั้งเพื่อป้องกันความเสี่ยง สร้างภูมิคุ้มกัน กรณีเห็ดชนิดใดชนิดหนึ่งราคาตกต่ำ เห็ดชนิดอื่นสามารถทดแทนรายได้เห็ดที่ราคาต่ำ  ได้ การเพาะเห็ดเศรษฐกิจได้ถูกดำเนินการหมุนเวียนอย่างเหมาะสม จนสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัว มีเงินเก็บออม ความเป็นอยู่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับในอดีต สมาชิกในครอบครัวได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน มีความเข้าใจและมีทักษะในการเพาะเห็ด รวมทั้งเกษตรกรยังสร้างทางเลือกเพิ่มเติมในการสร้างรายได้โดยการผลิตก้อนเห็ดนางฟ้า และเห็ดขอนขาวสำหรับจำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจนำไปเพาะเลี้ยงไว้ที่บ้านของตนและจำหน่ายในลักษณะเป็นเครือข่ายของศูนย์ศึกษาฯ ในการผลิตก้อนเห็ดให้กับเกษตรกรผู้ผ่านการฝึกอบรมกับศูนย์ศึกษาฯ เป็นแนวทางสร้างรายได้ที่ดีแนวทางหนึ่ง ปัจจุบันได้ดำเนินการขยายโรงบ่มเส้นใยและโรงเปิดดอกเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 4 โรง ซึ่งสมาชิกในครอบครัวสามารถช่วยกันดำเนินการได้อย่างทั่วถึง
เกษตรกรสามารถดำเนินการเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจรได้ดี มีชนิดเห็ดหลากหลายทยอยสร้างรายได้ให้ครอบครัว ผลสำเร็จจากความตั้งใจที่จะสร้างสิ่งดีๆให้กับครอบครัว การเดินทางตามแนวพระราชดำริ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น และกลับมาช่วยเหลือสังคมได้อย่างเต็มที่ โดยสามีรับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ตัวเกษตรกรได้มีส่วนร่วมในการทำงานช่วยเหลือสังคมให้กับสามีและแนะนำสิ่งที่ดีมีประโยชน์ให้กับเพื่อนบ้าน ทุกวันนี้งานส่วนรวมและงานส่วนตัวสามารถดำเนินไปร่วมกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรและครอบครัวภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันเป็นแหล่งศึกษาดูงานและเรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร มีนักเรียน นักศึกษา ผู้ใจทั่วไป และผู้เข้าอบรมจากศูนย์ศึกษาฯหลักสูตรเพาะเห็ดเศรษฐกิจ เข้ามาศึกษาดูงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
รายได้ภาคการเกษตร     247,500 บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร   156,000 บาท/ปี
ที่ตั้ง :  บ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว)

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

มีความสุขและเต็มที่กับการทำงานทุกอย่าง
           
      25. นางเพียรทอง พรหมคำทิพย์ เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
           
           

“ สร้างอาชีพจากความรู้และแนวคิด ด้วยการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ สร้างชีวิตที่พอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล  : นางเพียรทอง พรมคำทิพย์
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 74 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 084-6609552
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506    
ความชำนาญพิเศษ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว)
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)  : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว)
ประสบการณ์ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว)
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เกษตรกรเล่าว่า เดิมประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำนา ปลูกหอมแดง ปลูกกระเทียม ปลูกพืชผัก เช่น พริก มะเขือ เป็นต้น รายได้จากการจำหน่ายผลผลิตดังกล่าวไม่แน่นอน ไม่ต่อเนื่อง และไม่คุ้มกับการลงทุน ค่าใช้จ่ายของครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น ไม่มีเงินเก็บออมไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น จึงเริ่มหาอาชีพเข้ามาแทนที่ ในปี 2545 ได้เริ่มเรียนรู้การเพาะเห็ดกับหลานชาย และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้โดยเข้าไปฝึกอบรมหลักสูตรการเพาะเห็ดเศรษฐกิจจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เพื่อนำความรู้ทางวิชาการ เทคนิคต่างๆ มาร่วมพัฒนา โดยมีทักษะการผลิตก้อนเห็ดเป็นทุนเดิม จึงเป็นข้อได้เปรียบของเกษตรกร
เมื่อเกษตรกรเข้าไปเรียนรู้ นำความรู้ใหม่ๆ เทคนิคมาพัฒนากิจกรรมเพาะเห็ด ในระยะแรกเกษตรกรเริ่มเพาะเห็ดนางฟ้าเป็นพื้นฐานก่อน เมื่อประสบความสำเร็จ จึงเพิ่มชนิดของเห็ดที่เพาะ รวมทั้งเปลี่ยนวัตถุดิบจากเดิมใช้ขี้เลื่อยไม้ฉำฉาร่วมกับฟางข้าวสับเป็นขี้เลื่อยไม้ยางพารา ถึงแม้จะมีราคาสูงแต่เกษตรกรเลือกใช้เนื่องจากทำให้เห็ดให้ผลผลิตสูง อายุการเก็บเกี่ยวยาวนาน ทุกวันนี้เกษตรกรได้คัดเลือกชนิดเห็ดที่เหมาะสมตามตนเองถนัด และเป็นที่ต้องการของตลาด เน้นความหลากหลายและต่อเนื่อง โดยวางแผนการผลิตเป็นรุ่นๆ มีผลผลิตออกจำหน่ายตลอดปี รวมทั้งการผลิตก้อนเห็ดพร้อมเปิด ได้แก่เห็ดหอม และเห็ดนางฟ้า จำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
เกษตรกรสามารถดำเนินกิจกรรมเพาะเห็ดได้เป็นอย่างดี มีเห็ดหลากหลายชนิดให้ผลผลิตจำหน่ายสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง ครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเงินเก็บออม บนพื้นที่ 4 ไร่ เกษตรกรมีโรงเห็ดทั้งหมด 12 โรง หมุนเวียนใช้งานสลับกันไป ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้สนใจทั่วไปเกี่ยวกับกิจกรรมการเพาะเห็ดครบวงจรและเป็นแหล่งผลิตก้อนเห็ดนางฟ้า และเห็ดหอม สำหรับจำหน่ายที่มีคุณภาพแห่งหนึ่ง
รายได้ภาคการเกษตร               92,000  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             50,000  บาท/ปี

ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 74 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดลมป่า เห็ดขอนขาว)

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

เป็นแหล่งถ่ายทอดและสถานที่ดูงานของเพื่อนบ้านและผู้สนใจ ด้านการผลิตเห็ดอย่างครบวงจร
และกระบวนการนำเห็ดมาแปรรูป ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตเห็ดมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี
           
      26.นางศรีแก้ว นิประพันธ์ เครือข่ายเกษตรกรดีเด่นด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
           
           

“ สะสมประสบการณ์ ผสมผสานความตั้งใจ รอคอยวันที่ดอกเห็ดบาน ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นางศรีแก้ว นิประพันธ์
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 5 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 084-6151716
วัน/เดือน/ปี เกิด : 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2506 
ความชำนาญพิเศษ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม)
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม)
ประสบการณ์ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร (เห็ดหอม)
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตเห็ดหอมเดิมครอบครัวมีอาชีพรับจ้างในฟาร์มเห็ดเอกชน ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติเคยนำมาทดลองทำที่บ้านหลายๆครั้ง จนสามารถทำได้ แต่ทุนดำเนินการยังไม่เพียงพอ ต้องทำงานรับจ้างต่อไป ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อมีทุนจึงได้ออกมาทำด้วยตนเองเมื่อมาทำด้วยตนเอง มีการหาความรู้เพิ่มเติมจากการอบรมที่ศูนย์ศึกษาและนำเทคนิควิธีไปปรับปรุงกิจกรรมของตน มาวันนี้สามารถส่งลูกเรียนจบการศึกษา        เกิดรายได้หมุนเวียน ชำระหนี้สินที่มีอยู่และมีเงินเก็บออม
                  รายได้ภาคการเกษตร               170,000  บาท/ปี
                  รายจ่ายภาคการเกษตร               95,000  บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 5 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเพาะเห็ดหอม

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

     


“ต้องมีการเรียนรู้อยู่เสมอและต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง...........อย่าหยุดที่จะรู้ ”
           
      27.นางเจริญศรี คำประเสริฐ เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
           
           
“ ครูผู้ถ่ายทอดเรื่องราวดอกเห็ด แห่งหมู่บ้านปางไฮ ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นางเจริญศรี คำประเสริฐ
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 7 ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 089-2655385
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 17 เมษายน 2498  
ความชำนาญพิเศษ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การเพาะเห็ดหอม เห็ดนางฟ้า การแปรรูปเห็ดหอม และการผลิตก้อนเห็ดเปิดดอก
ประสบการณ์ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เกษตรกรเล่าว่า เดิมเกษตรกรประกอบอาชีพทำไร่เมี่ยง และสวนกาแฟ วิถีชีวิตผูกพันกับป่าเขาเนื่องจากหมู่บ้านที่อยู่อาศัยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง สภาพอากาศค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี      สวนกาแฟ ไร่เมี่ยงส่วนใหญ่จะอยู่ในป่า ปลูกขึ้นแซมไม้ป่าเป็นส่วนใหญ่ กิจวัตรประจำวันในช่วงที่เมี่ยงและกาแฟให้ผลผลิตตนเองต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อเก็บผลผลิต กลับมาถึงบ้านก็จวนค่ำ เมี่ยงและกาแฟไม่สามารถให้ผลผลิตสร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ดังนั้นในปีหนึ่งรายได้ที่เข้ามาจุนเจือครอบครัวจะมีช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น รายได้อื่นๆมาจากการรับจ้างทั่วไปของสามีซึ่งมีงานว่าจ้างไม่แน่นอน เมื่อพิจารณาแล้วพบว่าสภาวะทางการเงินของครอบครัวมีรายได้ไม่แน่นอนไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่สูงขึ้น รวมทั้งภาระค่าเล่าเรียนของบุตรทั้งสองคนที่จำเป็นต้องใช้ให้ลูกเรียนในระดับที่สูง จึงหากิจกรรมเพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอเมี่ยงและกาแฟให้ผลผลิต และหากิจกรรมที่สร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง จึงเข้าไปศึกษาเรียนรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯเพื่อหากิจกรรมที่ตนเองถนัดและเหมาะสมกับครอบครัวมาพัฒนาอาชีพ
หลังจากที่ได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้และฝึกอบรมหลักสูตรเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นกิจกรรมที่ตนเองชอบ เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของหมู่บ้านที่เกษตรกรอยู่อาศัย และเลือกการเพาะเห็ดหอมเป็นหลัก เนื่องจากเห็ดหอมชอบอากาศเย็น สามารถให้ผลผลิตได้เป็นอย่างดีผลผลิตมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด หลังจากที่ครอบครัวได้ประกอบอาชีพเพาะเห็ดหอม เป็นรายได้ระหว่างระหว่างรอเมี่ยงและกาแฟให้ผลผลิต เกษตรกรค่อยๆเพิ่มกำลังการผลิต ขยายโรงเพาะเห็ดตามกำลัง ใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดำเนินกิจกรรม เพิ่มชนิดเห็ดนางฟ้า และเห็ดหลินจือเพื่อสร้างความหลากหลาย นอกจากการเพาะเห็ดหอมเป็นหลักแล้ว เกษตรกรสังเกตว่าในช่วงที่เห็ดหอมล้นตลาด เห็ดหอมตกเกรด หรือเศษเห็ดหอมหลังจากการตัดแต่ง เกษตรกรนำมาดัดแปลงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ได้ดำเนินการรวมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผู้เพาะเห็ดในหมู่บ้านเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเฉพาะของกลุ่ม พัฒนาเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของชุมชน ตลอดจนนำผลผลิตทางการเกษตรในชุมชนมาแปรรูปร่วมกับเห็ดหอม ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของกลุ่ม ได้แก่ น้ำพริกเผาเห็ดหอม ข้าวเกรียบเห็ดหอม ข้าวเกรียบงา ข้าวเกรียบฟักทอง สร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างดี และช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด สามารถใช้ประโยชน์จากเห็ดหอมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคง มีกิจกรรมดำเนินอยู่ตลอดเวลา สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสเจอกันและช่วยเหลือกันทำงานอย่างมีความสุข รายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัวอย่างต่อเนื่อง มีเงินเก็บออม รู้จักการวางแผน การรวมกันทำงานเป็นทีม ได้มีโอกาสชักชวนและแนะนำให้เกษตรกรเพื่อนบ้าน หันมาประกอบอาชีพเพาะเห็ดเสริมอาชีพทำไร่เมี่ยงและสวนกาแฟ โดยไม่ละทิ้งอาชีพเดิม สามารถทำควบคู่กันไปได้อย่างลงตัว  โดยเกษตรกรเองได้ทำหน้าที่เป็นครูคนแรกที่ได้ริเริ่มสร้างอาชีพเพาะเห็ดให้เกิดขึ้นในหมู่บ้านเป็นครั้งแรก    การรวมกลุ่มแปรรูปมีความเข้มแข็ง เกิดสินค้าที่มีชื่อเสียงของกลุ่มอยู่หลายชนิด จนสามารถจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานด้านการเพาะเห็ดและการรวมกลุ่มแปรรูปให้กับผู้สนใจ หรือเยาวชนที่ต้องการมาพักแรมเรียนรู้ร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศและพื้นที่ที่เอื้ออำนวยทำให้อาชีพของเกษตรกรดำเนินไปได้เป็นอย่างดี
รายได้ภาคการเกษตร     200,000  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร   50,000   บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 7 ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      28. นางพรรณี พรหมเมือง เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
           
           

“ สร้างงานจากการเรียนรู้ พัฒนาสู่อาชีพ บนเส้นทางความพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นางพรรณี พรหมเมือง
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 7 ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 081-1070900
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2505  
ความชำนาญพิเศษ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : เป็นแหล่งเรียนรู้การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม)   การแปรรูปเห็ดหอม
ประสบการณ์ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เป็นแหล่งเรียนรู้การเพาะเห็ดหอม และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ดหอม เดิมเกษตรกรทำสวนกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่รายได้จากการทำสวนกาแฟไม่ได้ตลอดทั้งปี จึงเข้ามาเรียนรู้กับเพื่อนบ้านที่เพาะเห็ดและได้ร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พยายามเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ โดยเข้าร่วมอบรมจากศูนย์ศึกษาและนำความรู้มาพัฒนาอาชีพครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้เลี้ยงครอบครัวหมุนเวียนตลอดปี ร่วมกับการทำสวนกาแฟ และจากการรวมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จรากเห็ด เกิดความผูกพันรักใคร่ สามัคคีในชุมชน มีกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
                   รายได้ภาคการเกษตร               268,000         บาท/ปี
                   รายจ่ายภาคการเกษตร             100,000         บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 7 ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้
           
       29. นางมาลัย ญาติฝูง เครือข่ายเกษตรกรดีเด่นด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
           
           

“ สองแรงร่วมมือ สี่มือร่วมใจ พัฒนาอาชีพไปบนความพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นางมาลัย ญาติฝูง
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ที่ 7 ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 053-317121
วัน/เดือน/ปี เกิด : 15 ธันวาคม พ.ศ.2520  
ความชำนาญพิเศษ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
ประสบการณ์ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เกษตรกรเล่าว่า เดิมเกษตรกรประกอบอาชีพทำสวนกาแฟ สวนกาแฟของตนเองส่วนใหญ่อยู่ในป่า เนื่องจากกาแฟเป็นพืชที่ต้องขึ้นโดยอาศัยร่มเงาของไม้หลัก มีช่วงอายุการให้ผลผลิตปีละครั้ง วิถีชีวิตของคนปลูกกาแฟในช่วงที่กาแฟให้ผลผลิต จึงต้องออกจากบ้านแต่เช้าและกลับถึงบ้านในเวลาค่ำ รายได้จากการดำเนินกิจกรรมได้ไม่ต่อเนื่อง ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับราคาของผลผลิตในแต่ละปี ในยามที่กาแฟไม่ให้ผลผลิต ตนเองและครอบครัวจะไม่มีกิจกรรมอะไรทำ บางครั้งไปรับจ้างรับงานในหมู่บ้านแต่มีไม่ประจำ ได้มีโอกาสได้รับการแนะนำจากเพื่อนบ้านในอาชีพเพาะเห็ด และได้เข้ามาทดลองดำเนินการเพื่อฝึกประสบการณ์ รวมทั้งไปศึกษาอบรมเพิ่มเติมจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ
จากการได้ทดลองดำเนินกิจกรรมเพาะเห็ด เริ่มสะสมประสบการณ์และความชำนาญ ได้เข้าไปรวมกลุ่มกับเกษตรกรที่เพาะเห็ดอยู่แล้ว ในการรวมกลุ่มกันผลิตก้อน รวมกลุ่มจำหน่าย และรวมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ เป็นสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของหมู่บ้าน ครอบครัวได้ขยายกำลังการผลิตเห็ดหอม เพิ่มจำนวนโรงเพาะเห็ดตามกำลังของครอบครัวที่จะทำได้ โดยทำควบคู่ไปกับการทำสวนกาแฟ
หลังจากมีอาชีพเพาะเห็ด มาดำเนินการร่วมกับการทำสวนกาแฟ ทุกวันนี้ ชีวิตครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับการทำสวนกาแฟเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องรอคอยผลผลิตปีละครั้ง เวลาว่างในอดีตได้มีกิจกรรมเพาะเห็ดเข้ามาเติมเต็ม เกิดการรวมกลุ่มแปรรูปสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของกลุ่ม สมาชิกได้ทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การรวมกลุ่มแปรรูปทำให้เกษตรกรและเพื่อนบ้านได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมวางแผน เกิดความเอื้ออาทรและสามัคคีในชุมชน ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเพาะเห็ดและได้ช่วยกันทำหน้าที่เป็นวิทยากรร่วมกับเกษตรกรผู้เพาะเห็ดหอมรายอื่นๆ
                   รายได้ภาคการเกษตร               170,000         บาท/ปี
                   รายจ่ายภาคการเกษตร             50,000          บาท/ปี

ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ที่ 7 ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
       30.นางทัศนีย์ พวกอินแสง เครือข่ายเกษตรกรดีเด่นด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
           
           

“ ว่างจากงานสวนกาแฟ มาช่วยกันดูแลดอกเห็ด ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นางทัศนีย์ พวกอินแสง
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 44/4 หมู่ที่ 7 ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : -
วัน/เดือน/ปี เกิด : 24 พฤษภาคม พ.ศ.2518  
ความชำนาญพิเศษ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : เป็นแหล่งเรียนรู้การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
ประสบการณ์ : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
          รายได้ของครอบครัวมาจากการทำสวนกาแฟอย่างเดียว ซึ่งจะมีช่วงเวลารอผลผลิตอยู่หลายเดือนจึงได้เลือกอาชีพการเพาะเห็ดมาเสริมในช่วงเวลาว่างดังกล่าว จากการเรียนรู้กับเพื่อนบ้าน และอบรมจากศูนย์ศึกษา การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ นำมาพัฒนาเป็นอาชีพเกิดรายได้จากหลากหลายกิจกรรม มีเงินออมใช้ในยามจำเป็น สามารถพัฒนาตนเองและครอบครัว ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตลอดจนมีความสุขจากการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมร่วมกันกับคนในชุมชน โดยประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การปลูกกาแฟ การเพาะเห็ดหอม และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ดหอม
                   รายได้ภาคการเกษตร      100,000        บาท/ปี
                   รายจ่ายภาคการเกษตร      40,000       บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 44/4 หมู่ที่ 7 ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การเพาะเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจร (เห็ดหอม) การแปรรูปเห็ดหอม

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
       31.นายจรูญ ธาตุอินจันทร์ เครือข่ายเกษตรกรด้านการปลูกผักปลอดสารพิษ
           
           

“ ผักปลอดภัยจากสารพิษสู่วิถีชีวิตพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายจรูญ ธาตุอินจันทร์
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 62/3 หมู่ที่ 2 ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 089-5593191
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 24 มกราคม 2502 
ความชำนาญพิเศษ : การปลูกผักปลอดสารพิษ การผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และการทำเกษตรผสมผสาน
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : เป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกผักปลอดสารพิษ การผลิตปุ๋ยหมักและ   น้ำหมักชีวภาพ และการทำเกษตรผสมผสาน
ประสบการณ์ : การปลูกผักปลอดสารพิษ การผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และการทำเกษตรผสมผสาน
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
              เกษตรกรเล่าว่าเดิมตนเองประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ต้องออกไปทำงานแต่เช้ากลับถึงบ้านก็เป็นเวลาช่วงค่ำไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว แต่เมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้รับในช่วงสภาพเศรษฐกิจคล่องตัว มีงานให้รับเหมาจำนวนมากรายได้ดี แต่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำงานที่เคยมีให้ทำเริ่มลดลงไม่มีผู้ว่าจ้าง ค่าครองชีพ    ในแต่ละวันของครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น ความสมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่ายไม่สมดุลกัน จึงหันมายึดอาชีพเกษตรกรรม โดยทำนาเพียงอย่างเดียวแต่ต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนการดำเนินการที่สูงเนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยเคมี ยาป้องกันกำจัดศัตรูพืชในปริมาณที่สูง ที่สำคัญส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ได้มองหาอาชีพมาแทนที่โดยยึดกิจกรรมที่ต้องใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สามารถทำร่วมกับสมาชิกในครอบครัวมีเวลาให้ครอบครัวอย่างเต็มที่ และมีเวลาช่วยเหลือชุมชน จึงเข้ามาศึกษาเรียนรู้จากศูนย์ศึกษาฯและฝึกอบรมหลักสูตรการปลูกผักปลอดภัยสารพิษ ตลอดจนหลักสูตรต่างๆเกี่ยวกับการเกษตรเพื่อมาสร้างกิจกรรมในพื้นที่ให้หลากหลาย เช่น การผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การเลี้ยงไก่พื้นเมือง การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กบ และการเลี้ยงปลาดุก เป็นต้น
เกษตรกรได้ดำเนินกิจกรรมปลูกผักปลอดภัยสารพิษเป็นกิจกรรมหลักนำองค์ความรู้เทคนิคที่ได้รับจากศูนย์ศึกษาฯมาประยุกต์ใช้ ตลอดจนนำหลักวิชาการสมัยใหม่มาปรับใช้ ได้รับการสนับสนุนและให้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับศักยภาพ การให้ผลผลิตของพืชผักสายพันธุ์ต่างๆ จากบริษัทเมล็ดพันธุ์ผักของเอกชนทำให้เกษตรกรมีความรู้และแนวทางเลือกที่ดี ในการนำพันธุ์พืชมาปลูกในพื้นที่ ร่วมกับการวางแผนการผลิต การคัดเลือกสายพันธุ์ ชนิดพืชที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรค เหมาะสมในแต่ละฤดูกาลสอดคล้องกับความต้องการของตลาด  โดยผลิตเป็นรุ่นๆให้มีความหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงของราคาผลผลิตที่ตกต่ำ ตลอดจนหลีกเลี่ยงปัญหาผลผลิตล้นตลาด พืชหลักที่ปลูกหมุนเวียนสร้างรายได้ ประกอบด้วย พริก บวบ มะเขือเทศ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บำรุงพืชผักและบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่มาดำเนินการ จัดสรรพื้นที่เพื่อให้มีกิจกรรมเกษตรต่างๆสร้างเป็นแหล่งอาหารและเกื้อกูลประโยชน์ต่อกิจกรรมการเพาะปลูก เช่น การเลี้ยงไก่พื้นเมือง นำมูลไก่มาบำรุงพืชผัก การเลี้ยงปลาดุก ปลูกไม้ผล เลี้ยงกบ และที่สำคัญเกษตรกรได้จัดตั้งโรงผลิตปุ๋ยหมักที่มีกำลังการผลิตสามารถใช้ในพื้นที่และจำหน่ายสร้างรายได้เป็นอย่างดี
เกษตรกรมีความภูมิใจที่ได้ตัดสินใจเลือกอาชีพการปลูกผักปลอดภัยสารพิษเป็นอย่างมาก ผลจากความขยันหมั่นเพียรและความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าส่งผลต่อการตอบรับของลูกค้า ผลตอบแทนสามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวที่ประสบปัญหา ค่อยๆฟื้นตัว จนสามารถมีเงินเก็บออม ส่งลูกเรียนให้ได้รับการศึกษาที่ดีจนจบการศึกษาทั้ง 2 คน สมาชิกในครอบครัวมีเวลาอยู่พร้อมหน้า ช่วยเหลือกันทำงานอย่างมีความสุข ผลจากการวางแผนคัดเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและดำเนินกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลายนั้น  ปัจจุบันเป็นตัวอย่างแหล่งเรียนรู้ด้านการปลูกผักปลอดภัยสารพิษ ได้รับใบรับรองมาตรฐานระบบจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ตลอดจนผู้สนใจชาวต่างประเทศที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรมีความเต็มใจที่จะให้องค์ความรู้และเผยแพร่แนวพระราชดำริที่ตนได้รับจากศูนย์ศึกษาฯ เพื่อขยายผลต่อไป รวมทั้งเมื่อครอบครัวของตนมีความสุขก็ไม่เคยลืมเพื่อนบ้านในชุมชน เกษตรกรได้เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ชุมชนหันมาใช้ประโยชน์จากเศษหญ้า ใบไม้แห้งในพื้นที่มาผลิตปุ๋ยหมัก ทดแทนการเผาอันจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ชักชวนให้เพื่อนบ้านเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี สมัครเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเพื่อเป็นตัวแทนขับเคลื่อนและเป็นสื่อกลางประสานงานเกี่ยวกับกิจกรรมหรือโครงการเกษตรที่เป็นประโยชน์ระหว่างองค์กรของรัฐและเพื่อนบ้านเกษตรกร ทำให้เกิดการขับเคลื่อนและทิศทางการเกษตรในชุมชนพัฒนาไปในทางที่ดี
รายได้ภาคการเกษตร               570,810  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             220,690  บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 62/3 หมู่ที่ 2 ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ   ด้านการปลูกผักปลอดสารพิษ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การปลูกผักปลอดภัยสารพิษ การผลิตปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
       32.นางนงนุช พันธุราษฎร์ เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านการปลูกผักปลอดสารพิษ
           
           

“ เมื่อผืนแผ่นดินมีพืชผักออกดอกผล ผักปลอดภัยจากสารพิษสูุ่ชุมชน เส้นทางการบริโภคที่ปลอดภัย ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล :  นางนงนุช พันธุราษฎร์
ที่อยู่  : บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 2 ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 086-1831107
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 5 พฤษภาคม 2499 
ความชำนาญพิเศษ : การปลูกผักปลอดสารพิษ การผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และการทำเกษตรผสมผสาน
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : แหล่งเรียนรู้ด้านการปลูกผักปลอดสารพิษ การผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และการทำเกษตรผสมผสาน
ประสบการณ์ : การปลูกผักปลอดสารพิษ การผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และการทำเกษตรผสมผสาน
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ  : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เดิมเกษตรกรประกอบอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้ว ทำนาและปลูกพืชผัก แต่ชนิดพืชผักที่ปลูกยังมีไม่หลากหลาย รายได้ที่ได้รับจึงไม่แน่นอน เปลี่ยนไปตามท้องตลาดและปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ท้องตลาด        ที่สำคัญระบบการผลิตมีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชในปริมาณที่สูงมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของครอบครัว ตลอดจนเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค อีกทั้งส่งผลกระทบต่อคุณภาพดิน น้ำและสภาพแวดล้อมโดยรอบ ดินเสื่อมคุณภาพลง น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ไปมีการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ตลอดจนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับค่าตอบแทนที่ได้รับ บางครั้งไม่คุ้มกับการลงทุน ด้วยวิถีปฏิบิติเช่นนี้ที่ตนและครอบครัวได้ดำเนินการมา จึงได้มีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการ หาความรู้ทางวิชาการ เทคนิคใหม่ๆ มาปรับใช้ และเดินทางสู่ความพอเพียงตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานไว้ จึงได้เข้ามาศึกษาดูงานและฝึกอบรมตามหลักสูตรที่สนใจ โดยเฉพาะการปลูกผักปลอดภัยสารพิษที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของตนเองโดยตรง

         

ภายหลังที่เกษตรกรได้เข้ามาร่วมกิจกรรมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯแล้ว ได้นำแนวคิด องค์ความรู้ที่ได้ไปเรียนรู้กลับมาพัฒนาการปลูกพืชผักของตน โดยเปลี่ยนจากการผลิตผักเคมีมาเป็นผักปลอดภัยสารพิษ พยายามลดการใช้สารเคมีให้ได้มากที่สุด หากจำเป็นต้องใช้จะมีระยะปลอดภัยสำหรับการนำไปบริโภคและจำหน่าย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตจะมีความปลอดภัยกว่าเดิมมาก อีกทั้งราคาผลผลิต และความต้องการของผู้บริโภคสูงขึ้น ด้วยความเชื่อมั่นในความปลอดภัย ซึ่งตัวเกษตรกรเองได้ยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริตเป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรม รูปแบบการดำเนินกิจกรรมปลูกผักปลอดภัยสารพิษ โดยเริ่มเพิ่มชนิดของพืชผักที่ปลูก สร้างความหลากหลาย มีผลผลิตหลากประเภทจำหน่ายให้ลูกค้า วางแผนผลิตเป็นรุ่นๆ สร้างรายได้ต่อเนื่อง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในยามที่ราคาผลผลิตตกต่ำ สังเกตพยายามหาพันธุ์พืชที่มีคุณภาพเหมาะสมกับพื้นที่ ภูมิอากาศและฤดูกาลมาปลูก รวมทั้งแบ่งพื้นที่ทำนาเพื่อลดรายจ่ายในการซื้อข้าวสาร พืชหลักที่เกษตรกรนิยมปลูกสลับหมุนเวียนกันไป ประกอบด้วย พริกหนุ่ม มะเขือเทศ มะเขือม่วง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก แตงกวา ถั่วฝักยาว แตงโม ฟักทองญี่ปุ่นและข้าวโพดข้าวเหนียว เป็นต้น แต่ละฤดูกาลพื้นที่ดำเนินกิจกรรมของเกษตรกรไม่เคยว่างเว้นจากพืชผักต่างๆ

เกษตรกรได้คำนึงถึงคุณภาพของดินในแปลงปลูกอยู่เสมอ และใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูบำรุงดิน ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้สามารถหาได้ภายในพื้นที่ เช่นเศษพืชผัก ผลไม้ ที่ตัดแต่งภายหลังจากการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้เกษตรกรยังได้นำกิจกรรมเกษตรอื่นๆ มาดำเนินร่วมกันในพื้นที่ เพื่อสร้างแหล่งอาหารสำหรับบริโภคและสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว ได้แก่ การเลี้ยงปลานิล และปลาดุก
การดำเนินการของเกษตรกรได้น้อมนำแนวพระราชดำริการเดินทางบนความพอเพียง เกษตรกรและครอบครัวได้เลือกกิจกรรมที่ครอบครัวมีความพร้อม สามารถทำได้ไม่เกินกำลัง จากพืชผักที่ไม่หลากหลาย       ได้เพิ่มชนิดพืชผักและวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ลดความเสี่ยงในด้านต่างๆ สร้างกลยุทธ์โดยใช้ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นแนวทางในการผลิตผักปลอดภัยสารพิษ เน้นแรงงานในครอบครัวสามารถทำงานอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความขยันและอดทนเป็นที่ตั้ง ทุกวันนี้พื้นที่ของเกษตรกรมีความหลากหลายของชนิด ประเภทพืชผักที่ปลูก มีกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลาย เกษตรกรผลิต จำหน่ายด้วยตนเอง โดยเฉพาะแตงโม และข้าวโพดข้าวเหนียว เกษตรกรจะนำมาวางจำหน่ายโดยทำเพิงขายริมทาง แม้ไม่ได้จำหน่ายทุกวันแต่ผู้บริโภคก็สามารถเข้าไปซื้อในพื้นที่ได้ โดยเฉพาะลูกค้าในชุมชน จากผลสำเร็จของความตั้งใจจึงเป็นตัวอย่างของเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่น อดทน ขยัน แม้การศึกษาจะไม่สูงนักแต่ก็สามารถนำพาครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง มีความสุขกับครอบครัว มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงที่ได้ตัดสินใจลงมือทำ มีความสุขกับการเดินทางตามแนวพระราชดำริ
                รายได้ภาคการเกษตร         192,640  บาท/ปี
                รายจ่ายภาคการเกษตร         84,200  บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 2 ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ   ด้านการปลูกผักปลอดภัยสารพิษในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านการปลูกผักปลอดภัยสารพิษ การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ การทำเกษตรผสมผสาน

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้